Browsed by
Tag: ประเทศไทย

หมู่เกาะสิมิรัน เกาะทะเลสวยที่สุดแห่งหนึ่งของชายฝั่งอันดามัน

หมู่เกาะสิมิรัน เกาะทะเลสวยที่สุดแห่งหนึ่งของชายฝั่งอันดามัน

หมู่เกาะสิมิรัน หรือ อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน เป็นเกาะขนาดใหญ่มีเนื้อที่ประมาณ 80,000 ไร่ ประกอบด้วยเกาะน้อยใหญ่อีก 9 เกาะ ตั้งอยู่ที่ชายฝั่งทะเลอันดามัน ในมหาสมุทรอินเดีย หมู่เกาะนี้อยู่ในเขตท้องที่ ตำบลเกาะพระทอง อำเภอคุระบุรี จังหวัดพังงา ประเทศไทย ซึ่งก็ได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นอุทยานแห่งชาติเมื่อวันที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2525 โดยชื่อของหมู่เกาะสิมิรัน นั้นตั้งมาจากภาษามลายู แปลว่า เก้า ซึ่งก็คือจำนวน 9 เกาะของพื้นที่แห่งนี้ หมู่เกาะสิมิรันจัดว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมระดับโลกแห่ง หนึ่ง ถูกยกย่องว่าเป็นเกาะที่มีความสวยงามทั้งบนบกและใต้ทะเลซึ่งมีแนวปะการังที่สวยงามและยังคงสภาพสมบูรณ์ที่สุดในแถบนั้นรวมถึงมีระบบนิเวศน์ใต้ทะเลที่ยัง สมบูรณ์เช่นกัน ภายในบริเวณหมู่เกาะนั้นสามารถพบปลาหายากได้ในบริเวณนี้ เช่น วาฬ, โลมา, ปลาไหลมอเรย์ เป็นต้น หมู่เกาะสิมิรัน ทั้ง 9 เกาะนี้มีชื่อเรียกที่แตกต่างโดยเรียงจาก เหนือไปใต้ คือ เกาะหูยง เกาะปายัง เกาะปาหยัน เกาะเมี่ยง เกาะปายู เกาะหัวกะโหลก เกาะสิมิลัน และเกาะบางู โดยหมู่เกาะสิมิรันนั้นจะเป็นที่นิยมในช่วงเดือน พฤศจิกายน ถึง เมษายน ซึ่งเป็นฤดูกาลท่องเที่ยวของไทย ทั้งนี้นักท่องเที่ยวที่นิยมเดินทางมายังหมู่เกาะนี้นั้นก็จะมีกิจกรรมที่แตกต่างกันไปโดยแต่ละเกาะนั้นจะถูกแบ่ง เป็นกิจกรรมดังนี้ หมู่เกาะสิมิรัน ท้องทะเลสวยระดับโลก เกาะแปด เกาะสิมิรัน เป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุดซึ่งนักท่องเที่ยวนิยมเดินทางมาเพื่อพักผ่อนริมชายหาดซึ่งมีหาดทรายที่ขาวละเอียดและเล่นน้ำทะเล รวมถึงกิจกรรมดำน้ำใต้ ทะเลทั้งน้ำตื้นและน้ำลึก ชมปะการังที่สวยงามนอกจากนี้ยังสามารถเดินไปยังด้านทิศเหนือของเกาะจะมีหินขนาดใหญ่คล้ายรองเท้าบูตและมีหินที่มีลักษณะคล้ายกับเรือ ใบให้ชมกันด้วย ถัดมาคือเกาะบางู หรือ เกาะเก้า เป็นเกาะเล็กๆซึ่งมีกองหินใต้น้ำขนาดใหญ่โดยเกาะนี้ไม่เหมาะแก่การเล่นน้ำเพราะมีโขดหินมากและหาดทรายเล็ก ถัดมา เกาะหัวกะโหลก หินปูซา เกาะเจ็ด มีลักษณะคล้ายหัวกะโหลก มีหุบเขาใต้น้ำ สามารถพบปะการังอ่อน กัลปังหา…

Read More Read More

บ้านเชียง แหล่งท่องเที่ยวมรดกโลกทางโบราณคดีของไทย

บ้านเชียง แหล่งท่องเที่ยวมรดกโลกทางโบราณคดีของไทย

บ้านเชียง เป็นแหล่งโบราณคดีที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งของไทย ตั้งอยู่ที่อำเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี เป็นสถานที่แหล่งโบราณคดีซึ่งเป็นถิ่นฐานที่อยู่ของมนุษย์ในช่วงหลายพันปีก่อนประวัติศาสตร์ สถานที่ทางประวัติศาสตร์นี้สันนิฐานว่ามีอารยธรรมมานานกว่า 5,000 ปีแล้วต่อมาทางกรมศิลปากรได้มีการขุดค้นพบเครื่องปั้นดินเผาโบราณรวมถึงโครงกระดูกมนุษย์ที่เชื่อว่าเป็นชนเผ่าในบ้านเชียง ซึ่งก็ได้มีการก่อตั้งเป็นพิพิธภัณฑ์ขึ้น และเป็นแหล่งท่องเที่ยวและศึกษาด้านโบราณคดีแห่งที่ 4 ของไทย และเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติที่สำคัญของภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภูมิภาคเอเชียอาคเนย์อีกด้วย ภายในบ้านเชียงนั้นมีเครื่องปั้นดินเผาโบราณที่เก่าแก่ถูกแบ่งออกเป็น 3 ยุค ได้แก่ สมัยต้นในช่วง 5,600 – 3,000 ปี มีเครื่องปั้นดินเผาที่มีลายเชือกทาบ มีการเขียนสีบ่าซึ่งถูกค้นพบคู่กับโครงกระดูกมนุษย์ บางใบใช้บรรจุศพเด็กอีกด้วย ต่อมายุคสมัยกลาง เป็นยุคที่ค้นพบดินเผาจำนวนมากมีอายุราว 3,000 – 2,700 ปี และ สมัยปลายช่วง 2,700 – 1,800 ปี ในยุคนี้มีการใช้เครื่องปั้นที่มีลวดลายมากมาย มีลายที่พิสดารและมีความสวยงามทั้งมีการเคลือบด้วน้ำโคลนสีแดงขัดมันเชื่อว่าในสมัยปลายนั้นมนุษย์ในบ้านเชียงนั้นใช้ชีวิตอย่างสงบสุข ภายในพิพิธภัณฑ์แบ่งออกเป็น 2 ส่วนได้แก่ ส่วนที่ 1 เป็นการจัดแสดงจำลองการขุดค้นพบเครื่องปั้นโบราณและนำเสนอศิลปะวัตถุตามชั้นดินและการใช้เครื่องปั้นดินเผาฝังรวมกับศพที่เป็นโครงกระดูก ส่วนที่ 2 เป็นโซนการจัดแสดงเกี่ยวกับประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของบ้างเชียงในยุคก่อนประวัติศาสตร์และจัดแสดงเครื่องมือ วัตถุโบราณข้าวของเครื่องใช้ในยุคนั้นและนิทรรศกาลจัดแสดงวัตถุโบราณที่ขุดค้นพบได้ในบริเวณบ้านเชียง และมีห้องบรรยายให้ความศึกษาแก่ผู้ที่สนใจด้วย นอกจากภายในพิพิธภัณฑ์จัดแสดงแล้วบริเวณใกล้เคียงเช่น วัดโพธิ์ศรีใน ที่ห่างจากพิพิธภัณฑ์เพียง 500 เมตร ยังถือว่าเป็นอีกแหล่งที่น่าสนใจคือเป็นสถานที่ที่เก็บรักษาศิลปะของบ้านเชียงไว้ โดยในวันที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2515 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ฯ รัชกาลที่ 9 และ สมเด็จพระนางเจ้าสริกิต ฯ เสด็จมาทอดพระเนตรการทำงานของนักโบราณคดีในพื้นที่นี้ด้วย ปัจจุบันบริเวณจัดแสดงเครื่องใช้และวัตถุโบราณภายในวัดโพธิ์ศรีในนั้นถูกจัดให้เป็นพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งแห่งแรกของประเทศไทยด้วย นอกจากนี้แล้วในปี พ.ศ. 2535 ในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญครั้งที่ 16 แหล่งโบราณคดีบ้านเชียงได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม โดยผ่านข้อกำหนดและหลักเกณฑ์ในการพิจารณาให้เป็นแหล่งมรดกโลก คือ เป็นสิ่งที่ยืนยันถึงหลักฐานของวัฒนธรรมหรืออารยธรรมที่ปรากฏให้เห็นอยู่ในปัจจุบันหรือว่าที่สาบสูญไปแล้ว